ความผิดพลาดของผม

เราได้ช่วยให้โปรเจ็กต์ของโพสท์ดอกคืบหน้าไปหนึ่งโปรเจกต์ ต่อจากนี้ก็กำลังวางแผนว่าจะทำอะไรดีระหว่างช่วยงานอื่นในกลุ่มวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษา

ในโพสท์นี้เราอยากจะเขียนถึงข้อผิดพลาดของเราในการเริ่มทำงานวิจัย เราคิดว่าน่าจะมีการเขียนถึงความล้มเหลวมากกว่านี้ มากกว่าความสำเร็จ อย่างที่ Tobias Osborne (อดีตนักเรียน PhD ของ Michael Nielsen) ทำ (My biggest (scientific) mistake (so far) / The best advice I ever got) เพื่อแชร์ประสบการณ์ให้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันรับรู้หรือเตือนก่อนที่จะเกิดขึ้นและสำคัญที่สุดให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

terrible_mistake_691a13_4191318

เราเริ่มงานวิจัยจริงๆจังๆก็เมื่อ summer ปีที่แล้ว แต่โปรเจกต์ข้างต้นเพิ่งเริ่มเมื่อต้นปีนี้เอง เรื่องที่เราเลือกทำเรื่องแรกเป็นหนึ่งในเรื่องที่อาจารย์ที่ปรึกษาเสนอมา เป็นงานทฤษฎีเกี่ยวกับการวัดเชิงควอนตัมจริงๆ (practical) ในแลบไม่ใช่ในกระดาษ เราก็อยากรู้ว่าเขาวัดกันอย่างไร ผลที่ได้ก็คือเวลากว่าครึ่งปีที่เรารู้สึกแย่ที่สุดเลย งานที่เราเลือกทำให้เราได้ quantize Lagrangian และ Hamiltonian ของสนาม, ได้ใช้สมการ Langevin เชิงควอนตัม, เทคนิค “วิศวกรรม” อย่างการกรองสัญญาณในคลื่นความถี่ต่างๆเพื่อลดสัญญาณรบกวน  บริบทของปัญหามาจากเรื่องการทดลองวัดคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งเราคิดว่าถึงไม่สนใจบริบทเราก็มุ่งแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้านี้ได้ ซึ่งนี่คงจะเป็นจุดผิดพลาดมากที่สุด เวลาจำนวนมากเสียให้ไปกับการงง มีหลายเทคนิคที่อาจจะเกี่ยวกับงานแต่มองไม่เห็นทางไปชัดเจน พองงนานพอที่จะรู้สึกไม่ดีแล้วก็ตัดสินใจเรียนรู้เทคนิค และก็ใช้มันอย่างงงๆ ไม่สำเร็จก็ไม่รู้ว่าทำไมไม่สำเร็จ สำเร็จก็ไม่รู้ว่าทำไมสำเร็จ เพราะมองไม่เห็นภาพกว้างของปัญหาซึ่งต้องมาจากการเข้าใจบริบทของมัน

ระหว่างความก้าวหน้าที่อืดอาดยืดยาดนี้ก็มองหาหัวข้อวิจัยอื่นไปด้วยอย่างมีความทุกข์ “เราเก่งไม่พอหรือเปล่า?” “ทำไมอาจารย์ถึงยอมรับคนอย่างเราเป็นนักเรียน” (impostor syndrome) “จะมีงานที่เหมาะกับเรามากกว่านี้ไหม?” “งานคนอื่นดูน่าสนใจกว่างานตัวเอง” แต่เราก็อดทนทำงานเดิมต่อไปเพราะ “ถ้าจะเลิกทำเพราะไม่ชอบ แล้วเกิดงานใหม่ทำไม่สำเร็จอีกจะเป็นยังไง?” บทความ Extreme Thinking ของ Michael Nielsen ที่เราเคยอ่านเมื่อตอนปริญญาตรีอธิบายประสบการณ์นี้ได้ตรงเผง

Beginning research for the first time is incredibly intimidating.  You are expected to say something new and original about how the world functions.  How on Earth can you do that, when you’re surrounded by people who know everything you know, and more?

Many people respond to this realization with a sort of frenetic paralysis.  Often they move frantically around from topic to topic, trying to find something to which they can make a contribution, but always coming back to the fundamental problem, namely, that they feel inadequate to the task.

จนกระทั่งในปลายปีที่แล้ว-ต้นปีนี้มีเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน โพสท์ดอกมาหาคนที่รู้เรื่องการแปลง Fourier บน groups ร่วมโปรเจกต์กับเขาเป็นงานทฤษฎีแนวคณิตศาสตร์ และเราถูกกำหนดให้สอบเพื่อเป็น PhD candidate ภายในอีกสามเดือนครึ่ง (เทอมนั้นต้องทำ TA กับเรียนสัมพัทธภาพทั่วไปไปด้วย) ทำให้เราลองจินตนาการตัวเองที่สืบสานโปรเจกต์แรกนี้ไปจนกระทั่งเป็นวิทยานิพนธ์และเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ และพบว่าเราจินตนาการไม่ออก! จึงบอกความคิดนี้กับอาจารย์ที่ปรึกษาไป ท่านก็ตกลงให้เราทุ่มเทกับโปรเจกต์ร่วมกับโพสท์ดอก

การเปลี่ยนแปลงนี้ให้ความรู้สึกคล้ายกับเมื่อเราตัดสินใจเลิกเรียนชีววิทยาในไทยมาเรียนฟิสิกส์ในต่างประเทศเลย ทั้งคู่เราเตรียมใจและคิดไว้แล้วว่าถ้าเปลี่ยนไม่ได้แล้วจะทำอะไรต่อ แต่ก็เปลี่ยนได้

สองเดือนแรกก็งงๆ ไม่ไปไหน ในเดือนที่สามก็ตัดสินใจกลับมาหาเทคนิคที่ตัวเองถนัดกว่าเพื่อนมากที่สุด (representation theory) และก็ได้ผลทันไปนำเสนอในการสอบเป็น PhD candidate กลางเดือนพฤษภาคม ช่วง summer ก็เก็บรายละเอียด ตอนไปนำเสนอโปสเตอร์ที่ Gordon Quantum Science Research Seminar กับ Conference ปลายเดือนกรกฎาคมก็ใกล้เสร็จแล้ว กลับมาก็เขียนเป็นเปเปอร์

สรุปก็ได้ใช้เรื่องที่ตนเองถนัดศึกษาเรื่องที่เหมาะกับตนเองมากกว่า โพสท์ดอกมีเวลาให้มากกว่าและอายุไล่เลี่ยกันมีคำแนะนำสำหรับการปรับตัวในการเริ่มทำวิจัย เช่นเครื่องมือจัดระเบียบเอกสารอ้างอิง, การเปลี่ยนความสนใจมาเป็นงานวิจัย, การไม่มักน้อยเกินไป พยายามหาจุดขายในงานของตัวเอง, เมื่อไรถึงจะเขียนงานเป็นเปเปอร์ แต่ที่โชคดีที่สุดก็คือมีความสนใจใกล้เคียงกัน โพสท์ดอก(และอาจารย์ที่ปรึกษา)ให้โอกาสให้เราได้ไล่ตามสิ่งที่สนใจและจะสนับสนุนไม่ว่าเราจะเลือกไปทางไหน มีความสุขมากกว่าเดิม

ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า “ความชอบ” “ความสนใจ” ที่จำเป็นในการทำวิจัยมันหน้าตาอย่างไร ให้ความรู้สึกอย่างไร ต้องมากน้อยแค่ไหน ตอนที่ฟังบรรยายของ Keith Schwab กับ Nergis Mavalvala เกี่ยวกับการวัดเชิงควอนตัมในแลบแนวๆเดียวกันหลังจากที่เปลี่ยนงานวิจัยแล้วก็คิดกับตัวเองว่า “น่าสนใจนะ แต่ไม่พอที่จะให้เราไปลงมือทำเองได้” งานวิจัยเป็นเรื่องยาก และจะยิ่งยากถ้าไม่สามารถหาความหมายในงานที่ทำได้

In my opinion, the single most important principle of effective learning is that it requires a strong sense of purpose and meaning.

ความไม่รู้ในเรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของเรา

การกะเกณฑ์และรู้ความสัมพันธ์ของความสนใจกับความสามารถของตัวเองในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็เป็นประโยชน์ในการทำงานทุกๆด้าน ไม่ใช่แค่งานวิจัย (บทความที่พูดถึงเรื่องนี้มีเป็นล้านบนอินเตอร์เน็ต เช่น “passion mindset” vs “craftsman mindset” ของ Cal Newport)

เมื่อผิดพลาดแล้วอะไรที่ทำให้เรากลับตัวในภายหลังได้? เราถือว่านี่เป็นข้อผิดพลาดของเราอีกข้อที่มองไม่เห็นในตอนแรก ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสถาบันเชื่อว่าเราจะไม่ล้มเหลว แต่เพราะถ้าล้มเหลวสถาบัน(ชั้นนำแบบนี้)ก็จะมีบุคลากรและการเชื่อมต่อกับสถาบันอื่นที่ช่วยทำให้สำเร็จจนได้

เมื่อมาย้อนดูตัวเลือกจากอาจารย์ที่ปรึกษาภายหลังแล้วก็มีที่น่าสนใจกว่าการวัดเชิงควอนตัมดังที่เขียนในโพสท์เก่าอย่าง concordant computation หรือการประยุกต์ resource theory ของความไม่สมมาตรกับปัญหาตัวขยายสัญญาณเชิงเส้นอย่างที่เปเปอร์นี้ของ Marvian กับ Spekkens ทำ แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหม่กับเราเกินไป แต่ทว่าเอาเข้าจริงๆ เกือบทุกอย่างเมื่อเริ่มวิจัยก็ใหม่หมด และถ้าเราต้องการความช่วยเหลือในการเริ่มอาจารย์หรือคนอื่นก็คงจะหาทางช่วยได้

ตอนนี้ก็มีเรื่องเพียงแค่นี้ หวังว่าในอนาคตเราจะมีประสบการณ์การเลือกและทำงานวิจัยมาเล่าให้ฟังอีก